ผลเลือด Positive คืออะไร /ผลเลือด Positive แปลว่าอะไร

ผลเลือด Positive คืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับโรคเอชไอวี วันนี้เราจะไปหาคำตอบกัน โรคเอชไอวี คืออะไร โรคเอชไอวี เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus และมีชื่อเรียกย่อๆ ว่า HIV (เอชไอวี) เชื้อเอชไอวีนั้น มีหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์แรกที่พบบนโลก ได้แก่ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบ อเมริกา ยุโรป และแอฟริกา ต่อมาได้ค้นพับอีกหนึ่งสายพันธุ์ คือ เอชไอวี-2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบ แอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ เชื้อเอชไอวียังมีสายพันธุ์ย่อยๆ อีกมาก เนื่องจากสามารถกลายพันธุ์ได้ง่ายมาก โรคเอชไอวีสามารถพัฒนาเชื้อ เจริญเติบโตอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้ และกลายเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ติดเชื้อเอชไอวีแล้วยังไง ? หากท่านใด ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว ไวรัสนี้จะมุ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันของท่าน ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิต้านทานของเราค่อยๆ เสื่อมลง ไม่ได้มีอาการให้เราทราบในทันที แต่มักจะค่อยๆ แสดงอาการออกมาในภายหลัง เนื่องจากภูมิคุ้มกัน อยู่ในระดับต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง ไม่สามารถกำจัดเชื้อของโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ หรือที่เราเรียกว่าระยะขั้นสุดท้าย ของการติดเชื้อเอชไอวี หรือระยะเอดส์นี่เอง ในระยะนี้จะทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนขึ้นกับเรามากมาย ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตในที่สุด ตัวอย่างโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่ โรคมะเร็งคาโปซิซาร์โคมา (Kaposi sarcoma) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคเชื้อราต่างๆ ทำความเข้าใจใหม่กับคำเหล่านี้ • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หมายความว่า ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว แต่ยังคงมีความแข็งแรงปกติ ไม่มีการแสดงอาการใดๆ สามารถใช้ชีวิตได้ดังคนปกติ และจะต้องเข้ารับการรักษา ทานยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ เพื่อให้เชื้อไม่พัฒนาไปถึงระยะสุดท้าย • ผู้ป่วยเอดส์ หมายความว่า ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี เข้าสู่ร่างกาย และไม่มีการรักษาในระยะ1 และ 2…

ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร ในการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีนั้น เป็นวิธีที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมทำกัน และวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองก็จะนิยมแบบ ตรวจ ANTI-HIV คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี โดยส่วนใหญ่สามารถตรวจได้เมื่อเสี่ยงมาแล้วกว่า 3-4 สัปดาห์ และให้ผลที่แม่นยำมากขึ้น เมื่อเสี่ยงมาเกิน 1 เดือน เนื่องจากพ้นระยะฟักตัว หรือที่เรียกว่า Window period นอกจากการตรวจแบบ ANTI-HIV แล้ว ยังมีวิธีการตรวจแบบอื่นๆ อีกประมาณ 3 วิธีหลักๆ ได้แก่ 1. ตรวจ p24 Antigen เป็นการตรวจหาโปรตีน p24 ของเชื้อเอชวี สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อเสียของการตรวจวิธีนี้ คือ ผลตรวจถูกรบกวนได้ง่ายจากปัจจัยต่างๆ อีกทั้งหากตรวจพบว่าเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง 2. การตรวจ NAT สามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาล และเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างไม่แพร่หลายเท่าไหร่นัก สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 1 สัปดาห์ 3. การตรวจแบบ ANTI-HIV และ p24 Antigen ในชุดตรวจเดียวกัน สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 2 สัปดาห์ การตรวจแบบนี้จะมั่นใจได้มากกว่า แต่ถ้าหากผลตรวจออกมาพบเพียง p24 Antigen ท่านจะต้องตรวจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสี่ยงมาครบ 21-30 วัน เหลือมากกว่า 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเอชไอวี แพทย์มักจะแนะนำให้มาตรวจอีกครั้งเมื่อครบ 30 วัน และตรวจซ้ำอีกที่ 60-90 วัน เสมอ เพื่อความมมั่นใจว่าผู้ถูกตรวจ ติดเชื้อหรือไม่ การวินิจฉัยผลเลือดในการตรวจหา HIV โดยทั่วไปแล้วการแสดงผลเลือดจะสามารถแปรผลได้เป็น 2 ผล ได้แก่ Reactive และ Non-Reactive ซึ่งไม่ว่าในใบผลตรวจจะมีความงุนงงแค่ไหน ก็มักจะปรากฏคำใดคำนึง…

ตรวจเอดส์แบบไหนได้ผลแม่นยำที่สุด

ตรวจเอดส์แบบไหนได้ผลแม่นยำที่สุด การตรวจเอชไอวีในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงบางคนกลับ ไม่ทราบว่า ตนเองได้ติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่พบว่าเป็นเช่นนี้ เนื่องจากไม่มีอาการของโรคปรากฎ ไม่ได้สังเกตอาการของโรคในระยะเฉียบพลัน เพราะระยะนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วหายไป กว่าจะทราบว่าป่วยเป็นโรคติดเชื้อเอชไอวี ก็ในตอนที่ระดับของโรคอยู่ในระยะเอดส์แล้ว การตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องใกล้ตัวจริงหรือ? ใครกันบ้างที่ควรต้องตรวจ HIV ? 1. การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน กับผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด (สำหรับผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยมาก ๆ) 2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น 3. สัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด ผ่านทางแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลในส่วนใดของร่างกาย ออรัลเซ็กส์โดยมีแผลในช่องปาก การหลั่งภายใน ทางทวารหนัก 4. ถูกล่วงละเมิดทางเพศมา 5. ชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง 6. บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อHIV ได้ 7. หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ 8. ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน 9. ป่วยเป็นวัณโรค 10. ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อHIV การตรวจเอชไอวี ไม่ได้อยู่ในลิสต์การตรวจสุขภาพประจำปี หากผู้ใดมีความต้องการจะตรวจ ต้องระบุหรือแจ้งกับพยาบาล เพื่อที่พยาบาลจะประสานงานให้กับแพทย์ทราบเพื่อความรวดเร็ว หรือแจ้งกับแพทย์โดยตรง แพทย์จะแนะนำและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม สิ่งที่แนะนำในการตรวจ คือ ให้ตอบคำถามของแพทย์ตามจริง โดยไม่ต้องเขินอาย จะเป็นผลดีกับคุณมากกว่า การตรวจเอชไอวีในปัจจุบันมีแบบไหนบ้าง 1. การตรวจเอชไอวีโดยตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี คือ การตรวจหา p24 ที่เป็นโปรตีนของเชื้อ เรียกแบบเป็นทางการว่า HIV p24 antigen testing การตรวจหาแอนติเจนจะนิยมตรวจในช่วงที่ได้รับความเสี่ยงมาประมาณ 14-15 วันแล้ว ซึ่งในระยะนี้นั้นแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) อาจจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่จะสามารถตรวจพบได้ แต่หากตรวจพบแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี จะต้องตรวจหาแอนติบอดีของเชื้ออีกครั้ง เมื่อผ่าน 21-30 วัน ที่ได้รับความเสี่ยงมา 2. การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing) วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากๆ ในการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน เพราะเป็นการตรวจที่ได้รับความเสี่ยงมาประมาณ 3-4 สัปดาห์แล้ว…

ระยะเวลาผลตรวจ NAT นานแค่ไหน กว่าจะทราบผล

ระยะเวลาผลตรวจ NAT คุณได้รับความเสี่ยงมาใช่หรือไม่ การเลือกตรวจเอชไอวี จะเลือกตรวจอย่างไร ในปัจจุบัน การตรวจ NAT คือวิธีการตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด ในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี มีวิธีการตรวจ 4 วิธีด้วยกัน คือ 1. การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี 2. การตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี 3. การตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดีในคราวเดียวกัน 4. การตรวจแบบ NAT การตรวจ NAT (แนท) เป็นการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแบบใหม่และรวดเร็วที่สุด NAT (แนท) ย่อมาจากภาษาอังกฤษ Nucleic Acid Amplification Testing (NAT) วิธีนี้จะตรวจหาเชื้อจากเลือดเพื่อหาแอนติ-เอชไอวี Anti HIV ซึ่งร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับเชื้อ ซึ่งวิธีการตรวจนี้ทำขึ้นมาเพื่อตรวจหาตัวแอนติ-เอชไอวี Anti HIV โดยตรง วิธีการตรวจแบบเดิมอาจจะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างการเพื่อต่อต้านเชื้อต้องรอระยะเวลานานตั้งแต่ 21-30 วันขึ้นไปกว่าจะตรวจพบเชื้อ ระยะนี้เรียกว่า ระยะฟักตัว หรือระยะ Window Period เพราะฉะนั้นการตรวจด้วยวิธี NAT (แนท) เหมือนการย่อระยะเวลาเพื่อให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ไวขึ้น แม่นยำขึ้น รวดเร็วกว่าวิธีเดิม ไม่ต้องรอผลนาน นับจากวันที่ได้รับความเสี่ยงมา ถือได้ว่าการตรวจด้วยวิธีนี้เป็นความก้าวหน้าและนวัตกรรมใหม่เพื่อให้ผู้ป่วยได้รู้ผลเร็วขึ้น เข้ารับการรักษาตัวหรือรับยาต้านไวรัสได้ไวขึ้น รู้จักวิธีการป้องกัน และหยุดการระบาดหรือแพร่เชื่อสู่คนอื่นๆ รวมทั้งการเรียนรู้วิธีการอยู่รวมกันกับผู้อื่นในสังคมได้ตามปกติ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี HIV ด้วยวิธี NAT ในปัจจุบัน สามารถเข้ารับบริการได้ที่หน่วยงานคลินิกนิรนาม หรือสภาพกาชาดไทยเท่านั้น ชื่อเต็มคือ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย (คลินิกนิรนาม) แต่ผู้คนจะนิยมเรียกสั้นๆ ว่า คลินิกนิรนาม การเข้ารับการตรวจจากคลินิกนิรนามด้วยวิธี NAT (แนท) ทางคลินิกจะปกปิดข้อมูล ของผู้เขารับการตรวจเป็นความลับ จะมีเพียงรหัสแปะข้างขวดเลือดที่จะทดสอบ ซึ่งจะไม่เขียนชื่อ หรือแสดงชื่อของผู้รับการตรวจใดๆ จะมีเพียงผู้เข้ารับการตรวจเท่านั้น ที่ทราบรหัส และผลการตรวจ ข้อมูลของคุณจะขึ้นอยู่แค่ในระบบ ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลของผู้เขารับการตรวจ จะปกปิดเป็นความลับภายใน ขั้นตอนในการเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี NAT…

การดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HIV

การดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันเราไม่มีทางจะแยกออกได้แน่ ว่าใครติดหรือไม่ติดเชื้อ หากเจ้าตัวไม่ได้บอกโดยตรง เพราะว่าสุขภาพของผู้ป่วยนั้น ก็ดีไม่ต่างกับบุคคลโดยทั่วไป เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสามารถเข้ารักษาได้ฟรี ที่สถานพยาล โดยสิทธิที่เข้ารับการรักษาสามารถใช้ได้ทั้ง สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิบัตรทอง ถ้าหากผู้ติดเชื้อ เข้ารับการรักษาได้ทันเวลา และปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา รู้หรือไม่? – ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้ารับการรักษา และทานยาอย่างต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน หากตรวจเลือดแล้วไม่พบเชื้อไวรัส (เชื้อไวรัสเหลือน้อย จนชุดตรวจ ไม่สามารถตรวจได้) ผู้ป่วยคนนั้น จะไม่สามารถ ส่งต่อเชื้อไปสู่คนอื่นได้ – ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จะติดมาจากการ มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน กับผู้ที่ก็ไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวี – ผู้ที่มีความประสงค์ หรือต้องการขอคำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี สามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลทุกแห่งภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – อย. ปลดล็อคชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจเอชไอวีได้มากขึ้น การรับเชื้อเอชไอวีจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้ง 3 อย่าง คือ 1. รับเชื้อเอชไอวีในปริมาณที่มากพอ ปริมาณเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เรียงลำดับจากมากไป ดังนี้ อันดับแรก คือ เลือด รองลงมา คือ น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำนมแม่ และสุดท้าย คือ น้ำลาย ซึ่งมีเชื้ออยู่น้อยมากๆ จนอาจไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้ 2. สภาพแวดล้อมที่เชื้อเข้าไปอยู่ได้ต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น เชื้อเข้าไปในกระแสเลือด ช่องคลอด ช่องทวารหนัก เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเชื้อออกมาแล้ว พบกกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คืออยู่ในที่ ร้อน…

ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

โรค ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม สถานการณ์การแก้ไขปัญหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ผู้ที่มีความเสี่ยง สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีถึงร้อยละ 58.6 อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ค่อยกล้า และลังเลที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อสูงถึง ร้อยละ 76.9 การรักษาโรคเอชไอวีในอดีต เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยจะต้องทานยา ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก หลายๆ เม็ด หลายๆ ตัวยา สูงกว่า 10 เม็ดต่อวัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วย มีอาการแพ้ยาบ้าง มีผลข้างเคียงบ้าง เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ท้องเสีย เหมือนอาการแพ้โดยทั่วไป ซึ่งต่อมามีการพัฒนาให้เหลือทานแค่ 1 เม็ดต่อวันเท่านั้น ในหนึ่งเม็ดนั้น จะประกอบไปด้วย ตัวยาทั้งหมด สามชนิด ที่รวมเข้าไว้ด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงหนึ่งเม็ดแล้ว แต่อาการข้างเคียงยังคงมีอยู่บ้างเล็กน้อยตามประสาการทานยาโดยทั่วไป ในการทานยาต้านไวรัสนี้ เป็นการทานเพื่อ ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี โดยผู้ป่วยจะต้องทานยา อย่างต่อเนื่อง ทานไปตลอดชีวิต และทานเป็นประจำทุกวันอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ขาด การพัฒนาใน การรักษาโรคเอชไอวี ที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคเอชไอวี โดยมีการคิดค้น ยาต้านเอชไอวี แบบฉีดขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาการที่จะต้องทานยาทุกวัน ซึ่งผู้ป่วยอาจจะลืมทานบ้าง หรือบางท่านอาจจะมีอาการแพ้ ถึงขนาดเว้นยาไปบ้าง ในบางวัน จนอาจจะส่งผลให้เกิดการดื้อยา หรือเชื้อยังคงแบ่งตัวต่อไปอีกได้ ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีการพัฒนายาฉีดขึ้น โดยยาฉีดที่ว่านี้ ฉีด 1 ครั้ง จะอยู่ได้นาน…

ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ตรวจอะไรบ้าง

“ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ตรวจอะไรบ้าง จะต้องตรวจเอดส์ไหม กังวลมาก ” สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว การจำกัด จำนวนคนที่จะรู้เรื่อง ผลเลือดของตน รวมถึงโอกาสในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างคนปกติทั่วไป ถือเป็นสิ่งที่มีผลต่อจิตใจ ดังนั้น ในการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน หากข้อกำหนด ในการตรวจสุขภาพของบริษัท จะรวมการตรวจเอชไอวีเข้าไปด้วยนั้น ก็จะยิ่งมีผลต่อจิตใจ และ เป็นสิ่งที่ บั่นทอนความรู้สึกของผู้ป่วย การตรวจเชื้อเอชไอวี เป็นสิ่งที่ อยากให้ทุกคน ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ควรจะตรวจอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นความพึงพอใจ และความสบายใจที่จะตรวจ เรื่องนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ใคร ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ ที่จะไปสุ่มตรวจผู้อื่น หรือบังคับให้ผู้อื่นตรวจได้ การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ตรวจอะไรบ้าง โดยทั่วไป เพศชาย • ตรวจร่างกายโดยแพทย์ (PE) • เอกซเรย์ปอดและหัวใจ (CXR) • ตรวจความสำบูรณ์ของเลือด (CBC) • ตรวจความผิดปกติในปัสสาวะ (U/A) • ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด (Amphetamine) • ตรวจการมองเห็น สั้น/ยาว/ตาบอดสี (V/A) เพศหญิง • ตรวจร่างกายโดยแพทย์ (PE) • เอกซเรย์ปอดและหัวใจ (CXR) • ตรวจความสำบูรณ์ของเลือด (CBC) • ตรวจความผิดปกติในปัสสาวะ (U/A) • ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด (Amphetamine) • ตรวจการตั้งครรภ์ (Preg Test) • ตรวจการมองเห็น สั้น/ยาว/ตาบอดสี (V/A) นอกจากการตรวจสุขภาพหลักๆ โดยทั่วไปแล้ว อาจมีการกำหนด ให้ผู้สมัครงานตรวจสุขภาพ อย่างอื่นเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน และขึ้นอยู่กับ ข้อกำหนดของบริษัท แล้วสรุปว่า ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ตรวจเอดส์ไหม ผลตรวจเชื้อเอชไอวี…

ใครเคยสั่งซื้อชุดตรวจเอดส์ในอินเตอร์เน็ตบ้าง

ใครเคยสั่งชุดตรวจเอดส์ในอินเตอร์เน็ตบ้าง หากคุณ เป็นผู้ที่มีคำถามนี้อยู่ในหัว และ เคยได้ยินกันมาบ้าง เกี่ยวกับ “ชุดตรวจเอดส์” หรือ “ชุดตรวจเอชไอวี” ที่มีขายในอินเตอร์เน็ต และสามารถหาซื้อ มาใช้ตรวจด้วยตัวเองก่อนได้ หากตรวจแล้ว ผลออกมาพบว่าติดเชื้อ จึงค่อยไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อยืนยันผลอีกรอบ หากผลออกมาแล้ว ไม่พบเชื้อ เราก็ไม่ต้องเสียเวลา ไปตรวจที่โรงพยาบาลสามารถสบายใจได้ จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา หรือ ที่เรารู้จักกันในนามของ อย. ได้ออกประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชุดตรวจที่เกี่ยวข้องกับ การติดเชื้อเอชไอ เพื่อปลดล็อค ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง ให้คนไทยสามารถเข้าถึง และสามารถหาซื้อ มาตรวจด้วยตัวเองได้แล้ว หลังจากนั้นก็มี ชุดตรวจเอดส์ออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ และที่มีขายกันทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งชุดตรวจที่ได้ผ่านมาตรฐานของไทย และชุดตรวจที่ไม่ผ่าน ที่เรียกกันว่าชุดตรวจเถื่อน โดยมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่หลงซื้อไปใช้ตรวจ ผลเลือดที่ได้จึงอาจเป็นผลตรวจปลอม เข้าใจว่าตนเองไม่ติดเชื้อเอชไอวี ทั้งที่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไร ว่าชุดตรวจนั้น เป็นชุดตรวจ ที่สามารถเชื่อถือได้ และผ่านมาตรฐาน แน่นอนว่า สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ สอบถามถึงเลขอย. ไทย ของผลิตภัณฑ์ชุดตรวจนั้น โดยที่เราสามารถนำเลข ไปสืบค้นได้จากเว็บไซต์ของทางอย.เองได้ หากพบว่ามีจริงก็สามารถเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง วันนี้ทางThaihivtest จึงได้รวบรวมคำตอบของคำถามที่ว่า ใครเคยสั่งชุดตรวจเอดส์ในอินเตอร์เน็ตบ้าง มาฝากทุกคนกัน ไปดูกันเลย – ชุดตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยตัวเองเป็น Rapid Screening Test ที่มีความสะดวกในการใช้งานใช้ในการตรวจคัดกรอง ให้ผลสูงเกิน 90 % หากใช้อย่างถูกวิธีตามคู่มือการใช้ หากให้ผลบวกก็ต้องไปตรวจเลือดยืนยันผลจากแพทย์อีกครั้ง – เชื่อถือได้ 90 % ค่ะ…

เลือดบวกคือ อะไร สาระน่ารู้เกี่ยวกับเอชไอวี

เลือดบวกคือ อะไร ในความหมายของด้านเอชไอวีและเอดส์ มันคือการแสดงผลของเลือดหลังจากที่เราได้เข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวีในร่างกายของมนุษย์ โดยทางการแพทย์จะแสดงผล เพื่อระบุว่า ผู้ที่ได้รับการตรวจติดเชื้อหรือไม่ ก่อนที่เราจะไปดูความหมายที่แท้จริงของเลือดบวก เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์กันก่อนดีกว่า เอชไอวี (HIV) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง โดย HIV เป็นคำย่อที่เรารู้จักกันทั่วไป ซึ่งชื่อเต็มมาจากคำว่า Human Immunodeficiency Virus ปัจจุบันเชื้อเอชไอวีพบอยู่ 2 ชนิดทั่วโลก ได้แก่ เอชไอวี-1 (HIV-1) และ เอชไอวี-2 (HIV-2) ทั้งสองประเภทสามารถนำมาซึ่งการได้รับเชื้อในมนุษย์ได้หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถส่งต่อหรือติดต่อกันในมนุษย์ ทั้งนี้เอชไอวี-1 จะพบผู้ติดเชื้อได้ทั่วไปในแถบทวีปยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และก็ศูนย์กลางของทวีปแอฟริกา ขณะที่เอชไอวี-2 จะพบผู้ติดเชื้อได้ในแถบของอินเดีย และแอฟริกาตะวันตกเป็นส่วนมาก เอดส์ (AIDS) คือ ขั้นสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เป็นการเรียกอาการของการติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายล้มเหลว เนื่องจากถูกเชื้อไวรัสเอชไอวีทำลายจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสนั้นต่อไปได้อีกรวมถึงไม่สามารถต่อสู้กับเชื้ออื่น ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ และเสียชีวิตในที่สุด AIDs ย่อมาจากคำว่า acquired immune deficiency syndrome ทั้งนี้ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีสามารถยับยั้งอาการของโรคไม่ให้พัฒนาไปเป็นโรคเอดส์ได้ และมีอายุขัยเท่ากับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นที่เราเรียกกันติดปากว่า คนนั้นติดเอดส์ คนนี้เป็นเอดส์ ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เอชไอวีติดต่อได้ทางไหนบ้าง – การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงการรับเลือดและการถ่ายเลือด – ทางการร่วมเพศ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน โดยที่ไม่มีการป้องกันหรือสวมใส่ถุงยางอนามัย – จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) อาการของโรคเอดส์มีดังนี้ • ปอดอักเสบ • มีอาการซึมเศร้า สูญเสียความทรงจำ รวมทั้งอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ • ท้องเสียเรื้อรังเป็นเวลานานกว่า 7 วัน • มีอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าผิดปกติ • ลักษณะของการมีไข้ที่กลับมาเป็นบ่อย ๆ • เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน • น้ำหนักลดอย่างเร็ว • มีผื่นตามผิวหนัง…

น้ำลายคนเป็นเอดส์โดนแผล หรือจูบกัน เราจะติดเชื้อเอชไอวีไหม

คำถามยอดฮิตที่สงสัยกันอย่างมากหนึ่งในนั้น คือ ความสงสัยเกี่ยวกับการได้รับเชื้อทางน้ำลาย อยากทราบว่าโรคเอดส์ติดเชื้อทางน้ำลายได้ไหม น้ำลายคนเป็นเอดส์โดนแผล การจูบกันกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ หรือแม้กระทั่งการพูดคุยแล้วละอองน้ำลายกระเด็นมาโดนเรา หรือแผลของเรา เราจะมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีไหม มีโอกาสเป็นเยอะไหม ที่เราจะได้รับเชื้อจากช่องทางนี้ และ ความเสี่ยง จากกรณีแบบนี้ ถือว่าเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน  วันนี้เราพามาพบคำตอบ จากแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ กันค่ะ อันดับแรก เราต้องทราบปัจจัยสำคัญ ที่เป็นสาเหตุ ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีก่อนค่ะ ซึ่งแบ่งแบบเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้ 1. การมีเพศสัมพันธ์ โดยรวมการมีเพศสัมพันธ์ ทางช่องคลอด แบบปกติ และ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยปราศจาก การป้องกัน ไม่มีการสวมถุงยางอนามัย โดยถ้ามีฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งที่มีเชื้อเอชไอวี อยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้ มีความเสี่ยงสูง ที่จะแพร่เชื้อให้กับอีกฝ่าย ทั้งจากของเหลว ในช่องคลอด น้ำหล่อลื่น น้ำอสุจิ การเกิดบาดแผล และ เลือดจากกิจกรรมการร่วมเพศ แน่นอนว่า การใช้ปากก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน แต่ความเสี่ยงที่จะได้รับ เสี่ยงมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับ ปริมาณเชื้อด้วยเช่นกัน ดังนั้น แต่ละกิจกรรมการร่วมเพศความเสี่ยงจึงต่างกัน โดยปกติ การใช้ปากมีความเสี่ยงต่ำที่จะติดเชื้อ เพราะเชื้อไม่ได้อยู่ในน้ำลาย แต่ความเสี่ยง ก็จะเพิ่มมากขึ้น หากว่าอีกฝ่ายมีแผลในปาก 2. การใช้เข็ม หรือ กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ การใช้สิ่งของ ที่มีเลือด หรือ ส่วนประกอบของเลือดปะปน จะทำให้ได้รับเชื้อจากเลือดในอุปกรณ์นั้น ซึ่งก่อนการใช้งาน เช่น การสัก การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การใช้ใบมีดโกนร่วมกัน ก็จะมีโอกาสให้เราได้รับเชื้อโดยง่าย 3. การรับเลือด ติดต่อได้จากแม่สู่ลูกจากการคลอด โดยทารกในครรภ์ สามารถได้รับเชื้อเอชไอวี จากทั้งในครรภ์ จากการทำคลอด และ จากการให้นมบุตร แต่หากมารดา…