ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

โรค ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม สถานการณ์การแก้ไขปัญหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ผู้ที่มีความเสี่ยง สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีถึงร้อยละ 58.6 อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ค่อยกล้า และลังเลที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อสูงถึง ร้อยละ 76.9

การรักษาโรคเอชไอวีในอดีต เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยจะต้องทานยา ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก หลายๆ เม็ด หลายๆ ตัวยา สูงกว่า 10 เม็ดต่อวัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วย มีอาการแพ้ยาบ้าง มีผลข้างเคียงบ้าง เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ท้องเสีย เหมือนอาการแพ้โดยทั่วไป ซึ่งต่อมามีการพัฒนาให้เหลือทานแค่ 1 เม็ดต่อวันเท่านั้น

ในหนึ่งเม็ดนั้น จะประกอบไปด้วย ตัวยาทั้งหมด สามชนิด ที่รวมเข้าไว้ด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียงหนึ่งเม็ดแล้ว แต่อาการข้างเคียงยังคงมีอยู่บ้างเล็กน้อยตามประสาการทานยาโดยทั่วไป

ในการทานยาต้านไวรัสนี้ เป็นการทานเพื่อ ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี โดยผู้ป่วยจะต้องทานยา อย่างต่อเนื่อง ทานไปตลอดชีวิต และทานเป็นประจำทุกวันอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ขาด

การพัฒนาใน การรักษาโรคเอชไอวี ที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคเอชไอวี โดยมีการคิดค้น ยาต้านเอชไอวี แบบฉีดขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาการที่จะต้องทานยาทุกวัน ซึ่งผู้ป่วยอาจจะลืมทานบ้าง หรือบางท่านอาจจะมีอาการแพ้ ถึงขนาดเว้นยาไปบ้าง ในบางวัน จนอาจจะส่งผลให้เกิดการดื้อยา หรือเชื้อยังคงแบ่งตัวต่อไปอีกได้ ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีการพัฒนายาฉีดขึ้น โดยยาฉีดที่ว่านี้ ฉีด 1 ครั้ง จะอยู่ได้นาน 1 ถึง 2 เดือน ซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาอยู่ หากผลการศึกษาออกมา พบว่าได้ผลดี ก็จะดำเนินการขออนุญาตรับรองแล้วนำมาใช้ในอนาคต

สรุปแล้ว ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม ?
• ปัจจุบัน การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ยังคงเป็นการรักษาด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ไม่ให้มีการเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ให้มีการพัฒนาตัวของเชื้อ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น เข้าสู่สภาวะเอดส์ หรือ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อเข้าถึงสภาวะนี้แล้ว ผู้ป่วยจะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น วัณโรค โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคคริปโตค็อกคัสในระบบประสาท ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อรา โรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ เป็นต้น ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเองทรุดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันได้ล้มเหลวไปแล้วจากภาวะเอดส์ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

• การทานยาต้านไวรัส นอกจากจะช่วยให้สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีของผู้ป่วย ไม่เข้าสู่สภาวะเอดส์แล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วย สามารถใช้ชีวิตได้ดั่งคนปกติ โดยไม่แสดงอาการหรือเอฟเฟคอะไรออกมา โดยที่อายุขัยก็จะยืนยาวใกล้เคียงกับคนปกติ

• การรักษาเอชไอวี ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการรักษาที่หายขาดนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก ปัจจุบันมีเพียงผู้ป่วยหนึ่งรายเท่านั้น ที่มีการยืนยันว่าหายจากการติดเชื้อเอชไอวีแล้ว เป็นชาวต่างชาติที่ติดเชื้อเอชไอวีมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ป่วยด้วยโรคเอชไอวีนี้ เขาเองก็ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเช่นกัน เมื่อเขาเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ด้วยวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเซลล์ที่ใช้ในการปลูกถ่ายเป็นเซลล์ชนิดพิเศษที่มีสามารถต้านทานการติดเชื้อเอชไอวีได้ ทำให้ผลพลอยได้ที่ตามมา คือ อาการติดเชื้อเอชไอวีของเขาดีขึ้น หาย และไม่กลับมาอีก

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น แพทย์ได้ทำการติดตามผลการรักษา อีกเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งพบว่า เขาไม่จำเป็นต้องทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอีกต่อไปแล้ว เพราะผลการตรวจเลือดนั้น แทบไม่พบเชื้อเอชไอวีในตัว และเขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในแต่ละวัน

สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติ

1.เริ่มการรักษาโดยทันทีเมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี

2. รับประทานยาในทุกๆ วัน อย่าลืม อย่างดเว้นการทาน และทานยาให้ตรงเวลา

การทานยาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วย เพราะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ป้องการระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

3. พบแพทย์เสมอเมื่อถึงเวลานัด ผู้ป่วยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ มีการตรวจติดตามอาการตลอด เฝ้าระวังในการรักษา

4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

5.ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ดูแลร่างกายให้แข็งแรง

6.ดูแลสุขภาพจิต เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยจะรู้สึกแย่กับชีวิต จิตใจแย่ลง ฟุ้งซ่าน กลัว และกังวล หรืออาจคิดทำร้ายตัวเอง ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาทางสุขภาพจิต เพื่อหาเพื่อนคุย หาที่ปรึกษาที่ดี ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ และพยายามมองโลกในแง่ดีให้มากๆ ขึ้น

7.เลิกบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น

8.เลิกใช้ยาเสพติด เพราะอาจทำให้อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแย่ลงได้

9.ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น

การรักษาเอชไอวีให้หายขาดนั้น ยังไม่มีในปัจจุบัน ทำได้เพียงทานยาต้านไวรัส เพื่อให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาว ใช้ชีวิตได้ดังคนปกติ ถึงแม้ว่าผลการตรวจเลือดของผู้ป่วยบางราย หลังจากทานยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน จะพบเชื้อน้อยลงจนแทบไม่พบเชื้อ แพทย์ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหายขาดแล้ว ผู้ป่วยต้องทานยาต่อไปตลอดชีวิต ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็อย่าพึ่งหมดหวังไปค่ะ เพราะทางผู้ศึกษาวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับด้านเอชไอวีทั่วโลกก็ยังคงคิดค้นพัฒนาเพื่อแก้ไขหยุดยั้งเอชไอวีกันมาตลอด ในขณะนี้ผู้ป่วยต้องดูแลร่างกายของตัวเองให้ดี ไม่ทำพฤติกรรมเสี่ยงใดๆ ที่อาจมีผลต่อการรักษา ทานยาสม่ำเสมอในทุกวัน เพื่อที่สักวันหากการรักษาที่หายขาดมาถึง คุณอาจจะได้กลับมามีชีวิตที่สดใสเหมือนเดิม