ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร ในการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีนั้น เป็นวิธีที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมทำกัน และวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองก็จะนิยมแบบ ตรวจ ANTI-HIV คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี โดยส่วนใหญ่สามารถตรวจได้เมื่อเสี่ยงมาแล้วกว่า 3-4 สัปดาห์ และให้ผลที่แม่นยำมากขึ้น เมื่อเสี่ยงมาเกิน 1 เดือน เนื่องจากพ้นระยะฟักตัว หรือที่เรียกว่า Window period นอกจากการตรวจแบบ ANTI-HIV แล้ว ยังมีวิธีการตรวจแบบอื่นๆ อีกประมาณ 3 วิธีหลักๆ ได้แก่ 1. ตรวจ p24 Antigen เป็นการตรวจหาโปรตีน p24 ของเชื้อเอชวี สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อเสียของการตรวจวิธีนี้ คือ ผลตรวจถูกรบกวนได้ง่ายจากปัจจัยต่างๆ อีกทั้งหากตรวจพบว่าเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง 2. การตรวจ NAT สามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาล และเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างไม่แพร่หลายเท่าไหร่นัก สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 1 สัปดาห์ 3. การตรวจแบบ ANTI-HIV และ p24 Antigen ในชุดตรวจเดียวกัน สามารถตรวจได้เมื่อรับความเสี่ยงมาประมาณ 2 สัปดาห์ การตรวจแบบนี้จะมั่นใจได้มากกว่า แต่ถ้าหากผลตรวจออกมาพบเพียง p24 Antigen ท่านจะต้องตรวจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสี่ยงมาครบ 21-30 วัน เหลือมากกว่า 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเอชไอวี แพทย์มักจะแนะนำให้มาตรวจอีกครั้งเมื่อครบ 30 วัน และตรวจซ้ำอีกที่ 60-90 วัน เสมอ เพื่อความมมั่นใจว่าผู้ถูกตรวจ ติดเชื้อหรือไม่ การวินิจฉัยผลเลือดในการตรวจหา HIV โดยทั่วไปแล้วการแสดงผลเลือดจะสามารถแปรผลได้เป็น 2 ผล ได้แก่ Reactive และ Non-Reactive ซึ่งไม่ว่าในใบผลตรวจจะมีความงุนงงแค่ไหน ก็มักจะปรากฏคำใดคำนึง…

เลือดบวกคือ อะไร สาระน่ารู้เกี่ยวกับเอชไอวี

เลือดบวกคือ อะไร ในความหมายของด้านเอชไอวีและเอดส์ มันคือการแสดงผลของเลือดหลังจากที่เราได้เข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวีในร่างกายของมนุษย์ โดยทางการแพทย์จะแสดงผล เพื่อระบุว่า ผู้ที่ได้รับการตรวจติดเชื้อหรือไม่ ก่อนที่เราจะไปดูความหมายที่แท้จริงของเลือดบวก เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์กันก่อนดีกว่า เอชไอวี (HIV) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง โดย HIV เป็นคำย่อที่เรารู้จักกันทั่วไป ซึ่งชื่อเต็มมาจากคำว่า Human Immunodeficiency Virus ปัจจุบันเชื้อเอชไอวีพบอยู่ 2 ชนิดทั่วโลก ได้แก่ เอชไอวี-1 (HIV-1) และ เอชไอวี-2 (HIV-2) ทั้งสองประเภทสามารถนำมาซึ่งการได้รับเชื้อในมนุษย์ได้หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถส่งต่อหรือติดต่อกันในมนุษย์ ทั้งนี้เอชไอวี-1 จะพบผู้ติดเชื้อได้ทั่วไปในแถบทวีปยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และก็ศูนย์กลางของทวีปแอฟริกา ขณะที่เอชไอวี-2 จะพบผู้ติดเชื้อได้ในแถบของอินเดีย และแอฟริกาตะวันตกเป็นส่วนมาก เอดส์ (AIDS) คือ ขั้นสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี เป็นการเรียกอาการของการติดเชื้อเอชไอวีในระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายล้มเหลว เนื่องจากถูกเชื้อไวรัสเอชไอวีทำลายจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสนั้นต่อไปได้อีกรวมถึงไม่สามารถต่อสู้กับเชื้ออื่น ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ และเสียชีวิตในที่สุด AIDs ย่อมาจากคำว่า acquired immune deficiency syndrome ทั้งนี้ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีสามารถยับยั้งอาการของโรคไม่ให้พัฒนาไปเป็นโรคเอดส์ได้ และมีอายุขัยเท่ากับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นที่เราเรียกกันติดปากว่า คนนั้นติดเอดส์ คนนี้เป็นเอดส์ ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เอชไอวีติดต่อได้ทางไหนบ้าง – การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงการรับเลือดและการถ่ายเลือด – ทางการร่วมเพศ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน โดยที่ไม่มีการป้องกันหรือสวมใส่ถุงยางอนามัย – จากมารดาสู่ทารก (Vertical Transmission) อาการของโรคเอดส์มีดังนี้ • ปอดอักเสบ • มีอาการซึมเศร้า สูญเสียความทรงจำ รวมทั้งอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ • ท้องเสียเรื้อรังเป็นเวลานานกว่า 7 วัน • มีอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าผิดปกติ • ลักษณะของการมีไข้ที่กลับมาเป็นบ่อย ๆ • เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน • น้ำหนักลดอย่างเร็ว • มีผื่นตามผิวหนัง…